ข่าวประชาสัมพันธ์

มหาดไทยน้อมนำพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” (Coaching ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา) พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ้าไทยเพื่อสร้างรายได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

มหาดไทยน้อมนำพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” (Coaching ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา) พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ้าไทยเพื่อสร้างรายได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2565 เวลา 10.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม ฟอร์จูน ริเวอร์ วิว อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย (Coaching ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา) กิจกรรมที่ 1 จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้า และอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ ผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย (Coaching ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา) จุดที่ 2  โดยมี นายนิวัติ น้อยผาง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายชาธิป  รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นางกาญจนี รุจนเสรี ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครพนม นางจุรีรัตน์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นายสุรพล แก้วอินธิ พัฒนาการจังหวัดนครพนม ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก นายสมาน พั่วโพธิ์ พัฒนาการจังหวัดสกลนคร นายองอาจ ซองทุมมินทร์ พัฒนาการจังหวัดมุกดาหาร หัวหน้าส่วนราชการ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย 69 กลุ่ม/ราย เข้าร่วมพิธีฯ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทในการที่จะให้พี่น้องเกษตรกรผู้ประสบปัญหาจากการประกอบสัมมาอาชีพที่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศทางธรรมชาติ ทรงเสด็จพระราชดำเนินตามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่วัดธาตุประสิทธิ์ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ทรงพบแนวทางทำให้เกษตรกรได้มีอาชีพเสริม เพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยพระราชทานแนวความคิดไปสู่การปฏิบัติ ด้วยการส่งเสริมและกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทอผ้าเพื่อที่จะขายให้พระองค์ท่านก่อน เป็นที่มาของคำว่า “ขาดทุนคือกำไร” เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้สมัครใจและเห็นว่า “ชีวิตยังมีหวัง” ทั้งนี้ ด้วยทรงพบว่าพี่น้องคนไทยในทุกพื้นที่มีสายโลหิตที่รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย ทอผ้า นำไปสู่การจัดตั้งโครงการศิลปาชีพ เมื่อปี 2515 ถือเป็นโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถแห่งแรก โดยทรงเน้นย้ำให้ประชาชนทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกัน รวมทั้งมีผู้นำต้นแบบในขณะนั้น และเป็นโชคดีของคนไทยที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีความตั้งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ด้วยทรงมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนเรื่องของศิลปะ แฟชั่น ภูมิปัญญาผ้าไทย ทั้งในประเทศไทยที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ ด้วยพระกตเวทิตาคุณที่สูงยิ่ง จึงทรงเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ในการประมวลแนวพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงมาขับเคลื่อนช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยของพระองค์ โดยพระราชทานแนวทาง ได้แก่ 1) ทรงกระตุ้นพัฒนาฝีมือภูมิปัญญาของช่างทอผ้าที่มีอยู่แล้วให้มีความเป็นเลิศและดีเด่น เป็นสุดยอดผ้าไทย ด้วยการจัดประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” 2) ทรงนำอุปสงค์ความต้องการสวมใส่ผ้าไทย (Demand) มากระตุ้น ส่วนของอุปทาน (Supply) โดยพระราชทาน “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส และพระราชทานแนวความคิดว่า ทุกเพศทุกวัยจะใส่ได้ต้องมีการออกแบบที่ดีมากระตุ้นให้ช่างทอผ้าได้เรียนรู้ว่า “ความต้องการจะเพิ่มขึ้น ถ้าทอผ้า ตัดชุดได้ตรงกับความต้องการ” โดยนำแบบดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่มีความสวยงาม มาดัดแปลงให้มีความร่วมสมัย สอดคล้องกับเทรนด์ตลาดได้ เช่น ย่อลายให้เล็กลง ผสมลวดลาย และประการสำคัญ 3) พระราชทานแนวทางการใช้สีเอิร์ธโทน ซึ่งสามารถใช้งานได้อเนกประสงค์ สร้างคอนทราสต์กับสีสันต่าง ๆ ได้อย่างสง่างาม ทันสมัย โดยทรงวิริยะอุตสาหะในการศึกษาค้นคว้า กระทั่งจัดพิมพ์เป็นหนังสือ THAI TEXTILES TREND BOOK โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 4) ทรงเล็งเห็นถึง “ความยั่งยืน” ต่อโลกใบเดียวนี้ มีการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยทรงกระตุ้นปลุกเร้าให้พวกเราคำนึงถึงการใช้สีธรรมชาติ ไม่ใช่สีเคมี และปลูกต้นไม้ที่ให้สีธรรมชาติ ปลูกฝ้าย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหมด้วยตนเอง เพื่อเกิดการถักทอผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มไม่มีพิษต่อน้ำ พิษต่อดิน พิษต่อมือ พิษต่อคนสวมใส่ เพราะสิ่งใดที่เป็นเคมี จะปะปนแปลกปลอมไปด้วยสารพิษต่อร่างกายและโลกใบนี้ทั้งสิ้น

นายนิวัติ น้อยผาง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้า “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” โดยได้รับแรงบันดาลพระทัยจาก “ผ้าขิดลายสมเด็จ” ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนา ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย โดยแต่ละลวดลายมีความหมายที่ลึกซึ้ง และเมื่อครั้งเสด็จทอดพระเนตรกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิรกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2565 ณ วัดธาตุประสิทธิ์และหอประชุมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ได้พระราชทานลายผ้า “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อมอบให้แก่ช่างทอผ้า กลุ่มทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค สามารถนำไปทอผ้าผลิตผ้าได้ พัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย ของใช้ ของประดับตกแต่ง ตามวถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ตามพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุข ที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน และส่งเสริม กระตุ้นให้เกิดการยกระดับผ้าไทยทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย อีกทั้งเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจา้สิริกิติ์ พระบรมราชนินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 และเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ กรมการพัฒนาชุมชน จึงได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย (Coaching ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและเสรมิสรา้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแบบลายผ้าขิดพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทยและช่างทอผ้า อีกทั้งให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย สามารถนำลายผ้าพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้า ตามอัตลักษณ์พื้นถิ่น รวมทั้งสรา้งรายได้เพิ่มให้กับชุมชน ดำเนินการ 8 จุดดำเนินการ ๆ ละ 1 วัน คือ จุดดำเนินการที่ 1 จังหวัดอุบลราชธานี (ดำเนินการแล้ว) จุดดำเนินการที่ 2 จังหวัดนครพนม จุดดำเนินการที่ 3 จังหวัดขอนแก่น จุดดำเนินการที่ 4 จังหวัดสงขลา จุดดำเนินการที่ 5 จังหวัดเชียงใหม่ จุดดำเนินการที่ 6 จังหวัดชัยนาท จุดดำเนินการที่ 7 จังหวัดอุดรธานี และจุดดำเนินการที่ 8 จังหวัดสุโขทัย กลุ่มเป้าหมาย จุดดำเนินการละ 60 คน ประกอบด้วย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้า ช่างทอผ้า และสมาชิกศิลปาชีพ กิจกรรมประกอบด้วย 1) การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย (Coaching ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและการย้อมสีธรรมชาติ รวมทั้งดีไซเนอร์นักออกแบบชั้นนำ ของประเทศ และ 2) การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้า ของผู้เข้าร่วมอบรมฯ โดยมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย “Live สด” ผ่านเพจ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อเป็นสร้างรายได้และเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ จำนวน 69 กลุ่ม/ราย มียอดจำหน่ายกว่า 200,000 บาท

ในการนี้ นายองอาจ  ซองทุมมินทร์ พัฒนาการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายอำพร  พลเยี่ยม ผอ.กลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน นางบุผา  ปัญญา นว พช.ชำนาญการ และนางสาวพรทิพย์  บุญสิม นว.พช. ชำนาญการ เข้าร่วมรับฟังการบรรยาย อบรมฯ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย (Coaching ผ้าขิตลายนารีรัตนราชกัญญา) กิจกรรมที่ 1 และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้า และอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย(Coaching ผ้าขิตลายนารีรัตนราชกัญญา) เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจากจังหวัดมุกดาหารได้ร่วมรับฟังคำแนะนำและจดบันทึกประเด็นคำแนะนำ Coaching จากทีมวิทยากรเพื่อให้กลุ่มนำคำแนะนำต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผ้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชน ได้อย่างยั่งยืนต่อไป ในการร่วมกิจกรรมดังกล่าวผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน ได้แสดงผลตรวจ ATK มีผลเป็นลบทุกคน  และมียอดจำหน่าย ในระหว่างการจัดกิจกรรมฯ รวมเป็นเงิน  38,070 บาท

#WorldSoilDay

#GlobalSoilPartnership

#UNFAO

#CDD

#SEPtoSDGs

#SDGforAll@Kmitl

#กรมการพัฒนาชุมชน@มุกดาหาร เมืองสำราญชายโขง

ภาพ/ข่าวโดย กลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดมุกดาหาร

CDD MUKDAHAN : Change for Good

เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565

(Visited 1 times, 1 visits today)